วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2565
กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 ขับเคลื่อนโครงการ “ป่าเปียก ลดเชื้อเพลิง สร้างรายได้”
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงตระหนักถึงคุณค่าอเนก อนันต์ของน้ำ ทรงคํานึงว่าทุกสรรพสิ่งในสภาพแวดล้อมของมนุษย์นั้น จะเกื้อกูลซึ่งกันและกันได้หากรู้จักนําไปประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ เฉกเช่นเดียวกับพระราชดําริป่าเปียก เพื่อป้องกันไฟไหม้ป่านั้น จึงเป็นมรรควิธี ที่ทรงคิดค้นขึ้นจากหลักการที่แสนง่ายแต่ได้ประโยชน์มหาศาล กล่าวคือ ยามที่เกิดไฟไหม้ป่าขึ้นคราใด ผู้คนส่วนใหญ่ก็มักจะคํานึงถึงการแก้ปัญหา ด้วยการระดมสรรพกําลังกันดับไฟป่าให้มอด ดับอย่างรวดเร็ว แต่แนวทางใน การป้องกันไฟป่าในระยะยาวนั้น ยังดูเลือนรางในการวางระบบอย่างจริงจัง พระราชดําริป่าเปียก จึงเป็นพระราชดําริหนึ่งที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงแนะนําให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดําริ ทําการศึกษาทดลองจนได้รับผลสําเร็จเป็นที่น่าพอใจ โดยวิธีการสร้าง “ป่าเปียก” นั้น ในการนี้ พลโท อภิเชษฐ์ ซื่อสัตย์ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 จึงมีดำริให้หน่วยขึ้นตรง กองทัพภาคที่ 3 ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ รวมทั้งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด ทั้ง 17 จังหวัด ร่วมบูรณาการกับส่วนราชการ ภาคเอกชน และพี่น้องประชาชน ในการจัดทำโครงการ “ป่าเปียก ลดเชื้อเพลิง สร้างรายได้” การลดการเผา สร้างรายได้ โดยการนำเอาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่ก่อให้เกิดปัญหา นำมาพัฒนาใช้ประโยชน์แทนการเผาทิ้ง โดยเริ่มต้นการทดลองที่ จังหวัดเชียงใหม่ หรือ “เชียงใหม่โมเดล” ซึ่งอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน วิธีการโดยสรุป คือ เกษตรกรงดการเผา แต่นำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร มาจำหน่ายให้ศูนย์รับซื้อฯ ซึ่งจะแปรรูปเป็น อาหารสัตว์ (โคนม/โคเนื้อ), ผลิตกล่องอาหารลดโลกร้อน, ผลิตไม้สับ (Wood Chips), ผลิตเชื้อเพลิงอัดแท่ง/Wood Pellet รวมทั้งส่งเข้าโรงงานไฟฟ้าชุมชน เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าและจำหน่าย โดยประชาชนมีส่วนร่วม ซึ่งจะมีรายได้จากการจำหน่ายกระแสไฟฟ้าทุกปีตามใบอนุญาต สำหรับรายได้ดังกล่าวจะได้นำมาเป็นกองทุนในการพัฒนาและรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งนั่นก็คือกลไกในการขับเคลื่อน โดยได้ดำเนินการมาแล้วกว่า 2 ปี รวมทั้งให้ขยายผลจากความสำเร็จและความเป็นไปได้ของ “เชียงใหม่โมเดล” เป็นโครงการป่าเปียก ลดเชื้อเพลิง สร้างรายได้ ซึ่งเป็นโครงการที่จะแก้ปัญหาได้ในทุกมิติและยั่งยืน โดยขับเคลื่อนการดำเนินการ ทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือ ที่เรียกว่า “ภาคเหนือโมเดล” ตามรูปแบบของบันได 3 ขั้น ดังนี้ขั้นที่ 1 พัฒนาต้นแบบของ “เชียงใหม่โมเดล”ขั้นที่ 2 ขยายผลความสำเร็จใน 6 จังหวัดนำร่อง ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่, แม่ฮ่องสอน, น่าน, ลำพูน, ลำปาง และกำแพงเพชรขั้นที่ 3 ขยายผลความสำเร็จใน 17 จังหวัด เป็น “ภาคเหนือโมเดล” กองทัพภาคที่ 3/กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนช่วยกันฟื้นฟูและรักษาระบบนิเวศ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ฟื้นฟูป่าไม้ ต้นน้ำน้ำลำธาร เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับแผ่นดิน สร้างความสมดุลให้กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อันเป็นการน้อมนำแนวทางตามพระราชดำริ อีกทั้งเป็นการป้องกันการเกิดไฟป่า หมอกควัน และอุ่นละอองในอากาศ รวมทั้งการสร้างรายได้อีกด้วยคณะบรรณาธิการข่าว กองทัพภาคที่ 322 มิถุนายน 2565
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
*รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงานลงพื้นที่นครสวรรค์ เน้นย้ำนโยบาย "ทักษะตรงจุด" ตามความต้องการของคนในพื้นที่*
19 พ.ย. 2568 เวลา 14.00 น. นายภัทรวุธ เภอแสละ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายแก่เจ้าหน้าที่ สถาบันพัฒน...
-
วันที่ 28 มีนาคม 2567 ที่ห้องประชุม 501 ศาลากลางจังหวัดนครสวรรค์ นายทวี เสริมภักดีกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ...
-
เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2565เวลา 90.00 น ทางภาคีธรรมาภิบาลแห่งชาติจำประจำจังหวัดมุกดาหาร ได้หารือกันในการเลือกตั้งประธานจังหวัดโ...
-
นาย บัญชา เดชเจริญศิริกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคท้องที่ไทย วันนี้หารือท่านประธานผ่านไปถึงพี่น้องประชาชนผ่านไปถ...
-
เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 ณ ห้องประชุมสัมมนาอาชีวศึกษา ชั้น 3 อาคารอำนวยการ วิทยาลัยเทคนิคระยอง ตำบลท่าประดู่ อำเภอเมือง จังหวั...
-
วันที่ 31 สิงหาคม 2564 นายสมบัติ รุ่งแตงอ่อน หัวหน้าสายตรวจปราบปรามฯ สายที่ 2 ของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 (นครสวรรค์) พ...
-
วันที่ 28 มีนาคม 2567 ที่ห้องรับรอง 302 ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดนครสวรรค์ นายทวี เสริมภักดีกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ เป็นปร...
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น